วันพ่อแห่งชาติซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธ.ค. ของทุกปี คนส่วนใหญ่จะถือโอกาสในวันหยุดนี้เพื่อกลับบ้านไปหาพ่อ นี่คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน บรรยากาศคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ผมเองก็ปิดร้านเพื่อกลับไปบ้านเหมือนกันกับทุกคน แตกต่างก็เพียงที่บ้านผมตอนนี้มีแต่แม่เท่านั้นไม่มีพ่ออยู่เหมือนทุกปี เพราะผมเป็น "ลูกกำพร้าพ่อ"

 

พ่อผมเสียไปตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเนื่องจากโรคมะเร็ง การกลับบ้านในวันพ่อปีนี้จึงน่าจะแตกต่างไปจากทุกปี ผมคงไม่มีโอกาสเจอพ่ออีกต่อไป แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ 

 

ปีนี้ผมยังได้เจอพ่อเหมือนเดิม...

 

ผมขับรถ Honda 3 ประตูสีน้ำเงินกลับไปที่บ้านตามปกติเหมือนเคย ระยะทางประมาณ 80 ก.ม.จากขอนแก่น-ชุมแพ ถนนสองข้างทางเปลี่ยนไปเยอะเมื่อก่อนนั้นหน้าบ้านผมซึ่งติดกับถนนมะลิวัลย์ยังเป็นถนน 2 เลนไม่ใช่ 4 เลนเหมือนปัจจุบัน บ้านผมจะสังเกตง่ายๆ คือจะมีกังหันลมอยู่หลังบ้านมองไกลๆ เหมือนประเทศเนเธอแลนด์ กังหันลมมีไว้สูบน้ำจากสระน้ำหลังบ้านขึ้นไปบนแทงค์น้ำด้านบนเพื่อนำน้ำมาใช้แทนน้ำปะปา ไม่อยากบอกเลยว่าบ้านผมเมื่อก่อนน้ำปะปายังเข้าไม่ถึง แต่ปัจจุบันน้ำปะปาเข้าถึงแล้ว กังหันลมก็เลยถูกปล่อยให้ร้างไปตามกาลเวลา สภาพมันทรุดโทรมไม่ต่างไปจากคนที่ประดิษฐ์มันขึ้นมาเลย ใช่ครับพ่อผมที่เสียไปแล้วนั่นเองที่เป็นคนประดิษฐ์มันขึ้นมา 

 

เมื่อผมเดินทางมาถึงบ้าน ผมมองไปยังกังหันลมมันยังทรุดโทรมเหมือนเดิมแต่น่าแปลกที่วันนี้มันหมุน... ผมจอดรถที่หน้าบ้านใต้ต้นมะม่วง หลังจากลงจากรถได้ไม่นานผมเห็นพี่สาววิ่งหน้าตาตื่นมาหาผมแล้วบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า "พ่อกลับมาแล้ว" ผมคิดในใจ "สงสัยพี่สาวเราจะเพี้ยนไปแล้ว พ่อเสียไปแล้วจะกลับมาหาเราได้ยังไง" ผมจึงเดินไปดูเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเอง ผมถึงกับผงะเมื่อภาพที่ผมเห็นตรงหน้าคือพ่อจริงๆ พ่อปรากฏตัวให้พวกเราเห็นในสภาพเหมือนวิญญาณที่ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ท่านกำลังเดินเข้ามาหาพวกเรา ทุกคนต่างรู้สึกกลัวและดีใจในคราวเดียวกัน แต่ความรู้สึกฝั่งความกลัวดูจะมีมากกว่าฝั่งดีใจอยู่โขนัก

 

ผมทำ "ใจดีสู้พ่อ" เข้าไปแตะตัวพ่อด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย ผมยื่นมือจับไปที่แขนของพ่อเบาๆ ผมประหลาดใจมากที่สามารถสัมผัสร่างกายของท่านได้ หรือผมจะดูหนังมากเกินไปจนคิดไปเองว่าวิญญาณกับคนไม่สามารถสัมผัสกันได้ พ่อนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรเลย เดินไปมาภายในบ้านเพื่อสำรวจข้าวของต่างๆ เหมือนคนที่ไม่ได้กลับบ้านมานานแสนนาน

 

พวกเราพยายามสื่อสารกับพ่อให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วพ่อได้เสียไปแล้วนะ พ่อคงคิดว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่กะมังจึงกลับมาที่บ้านในวันพ่อเพื่อรอพบลูกๆ เหมือนทุกปี บ่อยครั้งที่วิญญาณที่เสียชีวิตไปแล้วมักจะยังไม่รู้ตัวเอง ใครที่ได้ดูหนังเรื่อง "4 แพร่ง ตอน คนกลาง" คงพอเข้าใจได้ว่า วิญญาณที่เสียชีวิตโดยไม่รู้ตัวเองเป็นยังไง

 

ผมพยายามตั้งสติเพื่อหาข้อพิสูจน์ให้พ่อได้เห็นว่าจริงๆ แล้วพ่อได้เสียชีวิตไปแล้ว พ่อจะได้หมดห่วงและไปสู่สุขติซะที แต่จะทำยังไงดีนะพ่อจึงจะรู้ตัวเอง ครั้นจะพาพ่อไปดูศพของตัวเองเหมือนในหนังเรื่อง 4 แพร่ง ก็คงเหลือบากกว่าแรงเพราะศพของพ่อถูกนำไปฝังที่สุสานที่กาฬสินธุ์เกือบจะครบปีแล้ว ป่านนี้ร่างกายคงสลายผุผังจนเหลือแต่โครงกระดูก มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องเอาหลักฐานการเสียชีวิตที่ออกโดยหน่วยราชการซึ่งมีความน่าเชื่อถือมาให้ท่านดู นั้นก็คือ "ใบมรณะบัตร" ผมรีบไปค้นหาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพ่อมาให้ท่านดู แต่น่าแปลกใจที่ใบมรณะบัตรที่ผมไปหามานั้น แทนที่จะปรากฏเป็นชื่อของพ่ออย่างที่มันควรจะเป็น แต่มันกลับเป็นชื่อของใครก็ไม่รู้ ผมลองหาหลักฐานอื่นดูแต่ไม่ว่าใบไหนๆ ก็เหมือนกันหมดคือไม่มีชื่อผู้เสียชีวิตเป็นพ่อเลย ผมมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากๆ หรือพ่อจะยังมีชีวิตอยู่จริงๆ

 

"นี่ตกลงพ่อไม่รู้ว่าตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว หรือ เรากันแน่ที่ไม่รู้ว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่... "

 

ขณะที่ผมกำลังงงๆ หาคำตอบกับสิ่งเกิดขึ้นไม่ได้อยู่นั้น ผมลองยื่นใบมรณะบัตรไปให้พ่อดูแม้มันจะไม่ใช่ชื่อพ่อก็ตาม แล้วสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้นผมหลับตาลงแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้หายไปเสียแล้ว สิ่งที่ผมเห็นตอนนี้ก็แค่เพียงหลอดไฟบนเพดานห้องนอน...

จริงๆ แล้วผมไม่ได้เดินทางกลับบ้านในวันพ่อแต่อย่างใด ผมยังคงเปิดร้านขายของตามปกติ เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นแค่เพียงความฝัน แต่ช่างเป็นความฝันที่สมจริงเอามากๆ รู้สึกเหมือนดูหนัง 3 มิติที่ IMAX ยังไงยังงั้น ตอนนี้หัวใจผมยังเต้นแรงอยู่เลย ภาพในความฝันก็ยังคงติดตา  "ความฝันมันฝังใจ ฝันจบแต่อารมณ์ไม่จบ" ผมตื่นขึ้นมานั่งทบทวนความฝัน ตั้งแต่พ่อผมเสียไปนั้นผมไม่เคยฝันถึงพ่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่คืนวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งตรงกับ "วันพ่อ" ผมกลับฝันเห็นพ่อ มันจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือสิ่งลี้ลับผมก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้

ยังไงก็ตามผมรู้สึกดีใจที่รู้ว่าพ่อยังไม่ลืมผมเหมือนที่ผมไม่เคยลืมพ่อ ขอบคุณที่มาเข้าฝันในวันที่ผมต้องการพบพ่อมากที่สุด สำหรับลูกกำพร้าคนหนึ่งการที่มีโอกาสได้เห็นหน้าพ่อในวันพ่ออีกครั้ง มันเป็นอะไรที่วิเศษที่สุดแล้ว

 

"แม้จะเป็นแค่เพียงในฝันก็ตาม"

 

 

ปล. เรื่องนี้เขียนจากเค้าโครงเรื่องจริง มีเพียงรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้นที่แต่งเติมขึ้นมาภายหลังเพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน

edit @ 8 Dec 2009 03:13:24 by นิทานผีเสื้อ

edit @ 8 Dec 2009 03:23:00 by นิทานผีเสื้อ

Final Destiny 2 : บันทึกของนางฟ้า

posted on 20 Nov 2009 22:33 by butterflyclub

ความเดิมตอนที่แล้ว

"ชายคนหนึ่งที่เชื่อในกฎของการดึงดูด คนที่มีอะไรคล้ายๆ กัน มักจะดึงดูดเข้าหากันเสมอ แต่กฎนี้กลับใช้ไม่ได้กับความรัก เพราะโชคชะตาได้นำพาให้คน 2 คนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยมาพบกันในวันฝนพร่ำ... "


Final Destiny 2 : บันทึกของนางฟ้า


"ช่วงเวลาของความสุขช่างแสนสั้น แต่ช่วงเวลาของความทุกข์ช่างยาวนาน"

ปี 2602 หญิงชราสวมแว่นนั่งยิ้มอยู่ที่เก้าอี้โยกไม้ ในมือถือสมุดบันทึกเล่มเก่าๆ เล่มหนึ่ง ข้างกายมีร่มคันสีชมพูซึ่งสภาพไม่ต่างกับสมุดบันทึกเล่มนั่นเลย...
ทุกครั้งที่ฉันอ่านบันทึกของเมฆ เหมือนฉันได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้วจริงๆ เหตุการณ์ต่างๆ มันยังแจ่มชัดเหมือนพึ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน
อีกไม่กี่วันก็ถึงวันเกิดครบรอบ 80 ปีของฉันแล้ว ใครๆ ก็บอกว่าฉันโชคดีที่อายุยืนได้ขนาดนี้ แต่ฉันว่าโชคร้ายมากกว่า ฉันน่าจะตายไปตั้งนานแล้ว...
.
.
.
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2528 สมัยที่ฉันยังใช้คำนำหน้าว่า ด.ญ.ฟ้า ตอนนั้นฉันมีฝันเหมือนกับทุกๆ คน บอกไปแล้วอย่าขำฉันนะ ฉันฝันอยากเป็นนางสาวไทย ฉันรักเด็ก ฉันชอบเสียงเพลง ฉันอยากเรียนนิเทศน์ จบแล้วทำงานในวงการบันเทิง แต่พ่อกับแม่ฉันท่านไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่นักหรอก เพราะท่านทั้งสองอยากให้ฉันเรียนหมอมากกว่า
พ่อของฉันมีอาชีพเป็นหมอ ส่วนแม่ของฉันมีอาชีพเป็นผู้พิพากษา (ประจำบ้าน) เมื่อก่อนแม่ใฝ่ฝันที่จะเป็นหมอเหมือนกันกับพ่อ แต่ไม่สามารถเรียนได้เพราะมีปัญหาทางด้านการเงิน ท่านจึงคาดหวังให้ฉันเรียนหมอเพื่อที่จะได้ทำตามความฝันของท่านให้สำเร็จ ฉันได้แต่เออออห่อหมกไปตามเรื่อง คิดตามประสาเด็กว่าอีกหน่อยท่านก็ลืมๆ ไปเอง
.
.
.
10 ปีผ่านไป ฉันเรียนจบ ม.6 พอดี ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ฉันจำเป็นต้องเลือกทางเดินให้กับชีวิตซะที เช้าวันนั้นฉันทะเลาะกับแม่เพราะความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับคณะที่ฉันเลือกเรียน ไม่น่าเชื่อว่าความจำของแม่ยังคงดีอยู่

แม่ : "ตื่นได้แล้วลูก เมื่อไหร่ฟ้าจะเลิกนอนตื่นสายซะทีนะ"

ฟ้า : "หนูตื่นตั้งนานแล้วแม่ แค่นอนเล่นเฉยๆ"

แม่ : "ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาได้แล้ว แม่มีเรื่องจะคุยด้วย"

ฟ้า : "ค่ะแม่"

ฉันลุกจากเตียงรีบไปอาบน้ำแต่งตัวลงไปทานอาหารเช้ากับแม่ ชั้นล่าง แม่นั่งรออยู่พร้อมอาหารที่เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

แม่ : "ตกลงฟ้าจะเลือกเรียนแพทย์ที่ไหนดี" แม่ยิงคำถามปลายปิดใส่ฉันทันที โดยไม่ถามซักคำว่าฉันอยากเรียนหรือไม่

ฟ้า : "หนูว่าอาชีพหมอไม่เหมาะกับหนูหรอกค่ะแม่"

แม่ : "ทำไมล่ะ"

ฟ้า : "หนูไม่อยากเห็นคนป่วย เห็นแล้วมันหดหู่ใจยังไงไม่รู้ค่ะ"

แม่ : "แล้วฟ้าอยากเรียนอะไรล่ะ"

ฟ้า : "หนูอยากเรียนนิเทศน์มากกว่า สนุกดี ไม่เครียดด้วย"

แม่ : "ใครๆ เขาก็อยากเรียนหมอกันทั้งนั้น ทำไมฟ้าถึงไม่อยากเรียนล่ะ"

ฟ้า : "ก็ดูพ่อสิ ทำงานทั้งวันไม่ค่อยมีเวลาให้หนูเลย เงินสำคัญกับพ่อมากขนาดนั้นเลยเหรอ"

แม่ : "ฟ้าคือดวงใจของพ่อแม่ ที่พ่อทำงานหนักทุกวันนี้ก็เพื่อฟ้านะ"

ฟ้า : "พ่อเคยถามหนูซักคำมั๊ยว่าหนูอยากได้อะไร ระหว่างเงินที่พ่อให้กับเวลาที่พ่อไม่เคยมีให้หนูเลย"

แม่ : "ฟ้าหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ"

ฟ้า : "เรื่องเรียนก็เหมือนกัน แม่เลิกเป็นผู้พิพากษาประจำบ้านได้แล้ว หนูขอเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวเองได้มั๊ยคะ"

แม่ : "ฟ้าต้องเรียนหมอเท่านั้น นี่คือคำสั่ง"

ฟ้า : "แม่อยากเรียนก็ไปเรียนเองสิ หนูไม่อยากเรียนนี่"

แม่ : "กล้าดียังไง ถึงได้ขึ้นเสียงกับแม่แบบนี้" แม่เงื้อมือกำลังจะตบฉัน

ยาย : "ช้าก่อน!"

ฟ้า : "ยาย"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)  

 

ปล. อ่าน Final Destiny 1 : อะไรทำให้เราพบกัน... ย้อนหลังได้ที่นี่ครับ

http://butterflyclub.exteen.com/20090402/final-destiny

edit @ 9 Dec 2009 19:43:47 by นิทานผีเสื้อ

edit @ 9 Dec 2009 19:45:54 by นิทานผีเสื้อ

images by uppicweb.com
Thanks: เว็บฝากไฟล์ฟรี ประกันภัยรถยนต์ คอนโด

 

พระจันทร์ที่ยังไม่เต็มดวงเหมือนวงกลมที่ยังตามหาชิ้นส่วนที่มาเติมเต็มไม่เจอ


วันเพ็ญเดือน 12 หนุ่มสาวเกี่ยวก้อยกันมาลอยกระทงในคืนพระจันทร์เต็มดวง


วงกลมมากมายถูกเติมเต็ม แต่ฉันเป็นได้แค่วงกลมเก่าๆ ที่ไม่เคยถูกเติมเต็มเลยซักครั้ง...

edit @ 2 Nov 2009 03:10:36 by นิทานผีเสื้อ

edit @ 2 Nov 2009 03:12:18 by นิทานผีเสื้อ

กลุ่มคนเสื้อขาว

ผมเดินทางไปทั่วเมืองขอนแก่นเพื่อหาสถานที่ดีๆ สักแห่งหนึ่ง เพราะมันถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองซะที...


คอมเพล็กซ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่แห่งนี้แหล่ะคือที่ๆ เหมาะสมที่สุด ผมเดินทางขึ้นไปถึงชั้น 2 ของคอมเพล็กซ์ พบว่ามีร้านอยู่ 2 ร้านเปิดอยู่ใกล้ๆ กัน แต่อยู่คนละมุม ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้าร้านไหนดี...  สิ่งที่ทำให้ผมลังเลก็คือชื่อของร้านทั้ง 2 นั่นเอง
ตรงมุมขวาสุดมีร้านตัดผมชายที่มีชื่อว่า "อ้วนบาร์เบอร์" ส่วนมุมซ้ายสุดมีร้านชื่อว่า "จ่อยบาร์เบอร์"
จากความลังเลนำไปสู่ความสงสัย ตกลงเป็นร้านเดียวกันรึเปล่าหว่า รู้จักกันหรือไม่ ทำไมชื่อมันคล้องกัน ช่างตัดผมจะอ้วนจะผอมเหมือนชื่อรึเปล่า ผมสับสนไม่รู้จะเข้าร้านไหนดี ความรู้สึกตอนนี้เหมือนผมกำลังกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่ไม่รู้ว่าจะเลือกสายไหนดีระหว่างสายศิลป์กับสายวิทย์ ผมคิดเล่นๆ ว่า
ถ้ามีใครสักคนเปิดร้านตรงกลางระหว่าง 2 ร้านนี้ แล้วตั้งชื่อว่า "มัชฌิมาบาร์เบอร์" ผมคงไม่ต้องลังเลที่จะใช้บริการร้านทางสายกลางแห่งนี้ แต่น่าเสียดายที่มันไม่มี

อ้วนบาร์เบอร์มีลูกค้ารอตัดเยอะมาก ส่วนจ่อยบาร์เบอร์ผมเห็นช่างตัดผมยืนดูดบุหรี่อยู่ข้างนอกเพราะไม่มีลูกค้าเลย สถานการณ์แบบนี้ถ้าเป็นคุณจะตัดสินใจอย่างไร
1.เข้าร้านอ้วนบาร์เบอร์เพราะลูกค้าเยอะแสดงว่าตัดผมดี
2.เข้าร้านจ่อยบาร์เบอร์เพราะไม่ต้องรอคิว
 

ถ้าเป็นร้านอาหารผมมักจะเลือกร้านที่มีคนเยอะ เพราะมันการันตีได้ว่ามันอร่อยจนต้องแย่งกันใช้บริการ แต่สำหรับร้านตัดผม เพราะเวลาเป็นสิ่งสำคัญ ผมจึงตัดสินใจเลือกร้านที่มีคนน้อย

ทันทีที่ผมเดินเข้าไปในร้านตัดผมบรรยากาศเก่าๆ สมัยประถมก็ผุดขึ้นมา

(กรุณาจินตนาการเป็นภาพขาวดำ ฟิล์มมีรอยขูดขีดเล็กน้อยพอเป็นพิธี)

...ตอนเป็นเด็กผมมักจะไปตัดผมที่ร้านประจำร้านหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้าน ช่วงเวลาที่ผมไปตัดผมเป็นประจำคือตอนบ่ายของวันเสาร์หรืออาทิตย์เพราะเป็นวันหยุดเรียน สิ่งที่ผมเห็นจนชินตาในร้านตัดผมก็คือ "มวยตู้" ศึกวันทรงชัย หรือ ศึกวันทรง (ผม) อะไรก็ตาม ที่เจ้าของร้านมักตัดผมไปด้วยเชียร์มวยไปด้วยอย่างเมามัน ช่างมีแค่คนเดียวแต่ลูกค้ารอกันเป็น 10 คน ช่วงที่รอนั้นบางคนก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์กันไป โขลกหมากฮอสกันไป เชียร์มวยกันไป ฯลฯ ส่วนผมท่ามกลางผู้ใหญ่มากมาย เด็กอย่างผมจะทำอะไรได้ นอกจากนั่งมองปฏิทินแม่โขงที่ติดข้างฝาอยู่อย่างเงียบๆ รอว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวสักที...


(ปัจจุบัน)
สาเหตุที่ต้องตัดผมวันนี้ก็เพราะว่าผมเปิดร้านอาหาร นอกจากรสชาติของอาหารที่อร่อยแล้วภาพลักษณ์ของพ่อครัวและความสะอาด
ก็เป็นสิ่งสำคัญ
ผมพึ่งมาสังเกตอาชีพช่างตัดผมก็วันนี้ มันเป็นอาชีพที่ขายฝีมือจริงๆ แทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย ยกเว้นตกแต่งร้านและอุปกรณ์ตัดผมซึ่งลงทุนแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ใช้ฝีมือและเวลาในการทำเงิน แต่อาชีพตัดผมก็มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา 1 ชั่วโมงช่าง 1 คนตัดผมได้อย่างมากไม่เกิน 2 คน ค่าตัดคนละ 40 บาท รวมรายได้สูงสุดไม่เกิน 80 บาท/ชั่วโมง ถึงมีลูกค้าเป็นร้อยคนรอคิวอยู่ก็ตัดได้แค่นี้


ในบรรดาอาชีพต่างๆ ผมว่าคนขายอาหารน่าเห็นใจที่สุดแล้ว ถ้าคุณไปตัดผมมีคิวรออยู่ คุณก็ต้องรอด้วยความใจเย็น ทั้งๆ ที่ตัดผม 1 คนใช้เวลาเกือบ 30 นาที
การไปหาหมอก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เหตุฉุกเฉินจริงๆ ยังไงเราก็ต้องรอคิวพบหมอ แม้จะต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันก็ตาม
ผมเคยไปหาหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งตั้งแต่เวลา 8.00 น. เพื่อรับบัตรคิว ผมนั่งรอหมอเป็นเวลาเกือบ 10 ชั่วโมงเพื่อที่จะได้คุยกับหมอเพียงแค่ 15 นาที ผมรออย่างใจเย็นโดยไม่เคยนึกตำหนิหมอเลย เพราะเข้าใจดีว่ามีคนไข้รอคิวเยอะ 
แต่คุณเชื่อมั๊ยมีหมอบางคนมาสั่งอาหารร้านผม ผมทำอาหารช้าไป 30 นาทีเพราะมีคิวเยอะ หมอคนนั้นก็อดรนทนไม่ไหวเกิดอาการโมโหหิวขึ้นมา แสดงกริยาไม่พอใจจนถึงขั้นขอยกเลิกอาหารที่สั่งไปเลยก็มี
ที่กล่าวมานี้มิได้ตั้งใจที่จะตำหนิใครทั้งนั้น แต่อยากจะบอกว่าคนขายอาหารมันน่าเห็นใจเช่นนี้แล เพราะธรรมชาติของการรอคอยในการกินอาหารมีขีดจำกัดน้อยกว่าการคอยอย่างอื่น

หมายเหตุ กรณีทำอาหารไปเสิร์ฟให้ลูกค้าช้ามากกว่า 30 นาที แนะนำให้ทำอาหารแถมให้เขาไปเยอะๆ อย่าทำไปให้น้อยเป็นอันขาด เพราะลูกค้าอาจมีอาการโมโหหิวและกล่าววาจาที่ไม่สุภาพออกมาว่า "ห่าเอ๊ย! ทำก็ช้า ให้ก็น้อย ยังงี้จะกินอิ่มเหรอวะ ตายซะเถอะมึง" อาจเกิดเป็นโศกนาฏกรรม "ก่องข้าวน้อยฆ่าพ่อ (ครัว)" ก็เป็นได้...

กลับมาที่ร้านตัดผมกันต่อ หลังจากที่ช่างดูดบุหรี่เสร็จแล้วก็เข้ามาตัดผมให้กับผม ขณะนั่งเป็นหุ่นให้ช่างตัดผมอยู่นั้น สมองที่ไม่อยู่นิ่งของผมก็เริ่มคิดฟุ้งซ่านไปว่า เป็นช่างตัดผมนี่ก็ดีเนอะ ได้จับหัวคนอื่นด้วย ลูบไปลูบมาเป็นเวลาเกือบ 30 นาที (ถ้าผมมีหางคงกระดิกหางไปนานแล้ว โดนลูบหัวซะขนาดนั้น) สั่งให้ผมทำโน้นทำนี่ตลอด เดี๋ยวสั่งให้นั่ง ให้นอน ถอดแว่นมั่งล่ะ ก้มมั่งล่ะ เอียงซ้าย เอียงขวา ผมก็ต้องทำตามทุกอย่างไม่อาจขัดขืนได้ เชื่องยิ่งกว่าลูกหมาซะอีก โดนลูบหัวไม่พอแถมผมยังต้องจ่ายตังค์ให้ช่างอีกด้วย 40 บาทค่าลูบหัว อาชีพแบบนี้ก็มีด้วยแหะ

อาชีพขายอาหารก็มีอะไรที่ทำให้ช่างตัดผมและหมอต้องอิจฉาได้เหมือนกัน เพราะอาชีพขายอาหารสามารถให้บริการตัวเองได้ เมื่อผมหิวผมก็ทำอาหารทานเองได้ แต่หมอเมื่อเจ็บป่วยไม่สามารถรักษาตัวเองได้ โดยเฉพาะเวลาผ่าตัดผมยังไม่เคยเห็นหมอคนไหนวางยาสลบตัวเองแล้วผ่าตัดตัวเองได้ ช่างตัดผมก็เช่นกันไม่สามารถตัดผมตัวเองได้ เมื่อผมยาวต้องไปตัดผมร้านอื่นเท่านั้น
นั่นคงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรามักจะเห็นร้านตัดผมมักเปิดอยู่ใกล้ๆ กัน เหมือนร้าน "อ้วนบาร์เบอร์" และ "จ่อยบาร์เบอร์" ถึงจะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจแต่ก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน


แต่ไม่ว่าเราจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม ก็ล้วนมีความสำคัญต่อสังคมทั้งนั้น เพราะเราเป็นสัตว์สังคมที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ช่างตัดผมก็ต้องทานอาหาร พ่อครัวก็ต้องตัดผม เจ็บป่วยก็ต้องไปหาหมอ หมอก็ต้องทานอาหารและตัดผมเหมือนกัน

หมอ ช่างตัดผม และ พ่อครัว ต่างก็มีเสื้อกาวน์สีขาวเหมือนกัน ทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่สำคัญต่อสังคมพอๆ กัน จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้...

"ขอให้ท่านทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ภูมิใจในอาชีพของตนเอง และให้เกียรติซึ่งกันและกันนะครับ"

 

 

edit @ 21 Sep 2009 02:17:27 by นิทานผีเสื้อ

edit @ 22 Sep 2009 00:40:24 by นิทานผีเสื้อ

edit @ 22 Sep 2009 00:41:45 by นิทานผีเสื้อ