นิทานก่อนตื่น

posted on 31 Mar 2010 03:42 by butterflyclub

 

 

ฟังนิทานก่อนนอนกันมาเยอะแล้ว ลองฟังนิทานก่อนตื่นกันบ้าง
หวังว่าเมื่อท่านอ่านจบจะช่วยให้ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะครับ

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ยังมีพระรูป
หนึ่งซึ่งบวชเรียนตั้งแต่ยังเป็นเด็กศึกษาทางธรรมมาโดยตลอด เป็นพระ
ที่เคร่งในพระธรรมวินัย และเป็นพระนักพัฒนาช่วยให้หมู่บ้านแห่งนี้มี
ความเจริญทั้งทางธรรมและทางวัตถุ ชาวบ้านต่างก็เลื่อมใสศรัทธาในตัว
ของท่าน "พระกานต์" คือสมญานามของพระรูปนี้ จวบจนท่านอายุเข้าสู่
วัยเบญจเพศก็มีเหตุให้ผ้าเหลืองต้องร้อน...


พ่อของพระกานต์ได้ก่อคดีฆ่าคนตายเพราะอารมณ์เพียงชั่ววูบ หลังที่ก่อ
คดีแล้วพ่อของพระกานต์ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี จึงเดินทางมาที่วัดเพื่อ
สารภาพบาปกับพระกานต์ เมื่อพระกานต์ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจึงเสนอ
ตัวขอรับผิดแทน ด้วยความกตัญญูและไม่ต้องการให้พ่อซึ่งอายุมากแล้ว
ต้องไปทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุก พระกานต์จึงขอลาสิกขาบทและเข้ามอบ
ตัวกับตำรวจพร้อมหลักฐานคือปืนที่พ่อนำมาให้ที่วัด ส่วนพ่อของพระกานต์
ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าหายไปไหน รู้แต่เพียงว่าหนีไปบวชที่วัดป่าแห่ง
หนึ่งทางภาคอีสาน

 

ตำรวจและชาวบ้านไม่มีใครเชื่อว่าพระที่ปฏิบัติธรรมอย่างพระกานต์จะฆ่า
คนตายได้ ขนาดมดสักตัวท่านยังไม่เคยคิดที่จะรังแก แต่ตำรวจก็จำเป็น
ต้องดำเนินคดีตามหลักฐานซึ่งชี้มูลความผิดได้อย่างถูกต้อง และเพราะ
ความขี้เกียจของตำรวจไทยที่ต้องการจะปิดคดีให้ได้โดยเร็ว โดยที่ไม่
เคยคำนึงเลยว่า จริงๆ แล้วเราควรให้ความสำคัญกับความถูกต้องหรือ
ความเร็วในการดำเนินคดีมากกว่ากัน

 

พระกานต์ถูกตัดสินให้จำคุก 20 ปี แต่เนื่องจากผู้ต้องหาให้การสารภาพ
ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีศาลจึงพิจารณาลดหย่อนโทษให้ครึ่งหนึ่ง
ให้เหลือโทษจำคุก 10 ปี พระกานต์เป็นคนดีและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่
ดีมาโดยตลอด แต่บัดนี้เขาต้องเข้าไปอยู่ในคุกซึ่งเต็มไปด้วยเสือสิงห์
กระทิงแรด พระกานต์จะสามารถเอาชนะอุปสรรคอันใหญ่หลวงครั้งนี้ได้
หรือไม่ คุณจะยังศรัทธากับคำว่า "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" อยู่อีกหรือ
ในเมื่อธรรมะมีแค่ 1 แต่อธรรมมีเป็น 1,000 

 

อาจเป็นเพราะบารมีของพระที่คอยปกป้องคนดี จึงทำให้ตอนอยู่ในคุก
พระกานต์ไม่เคยถูกข่มเหงจากนักโทษคนอื่นเลย สาเหตุคงเป็นเพราะ
บรรดานักโทษต่างก็ตั้งฉายาให้ว่าท่านว่า "นักฆ่ามหากานต์" ซึ่งฉายานี้
ใครได้ฟังต่างก็รู้สึกเกรงกลัวเพราะมันดูน่าเกรงขาม ทั้งที่จริงคำว่า
"มหากานต์" แปลว่าคนชื่อกานต์ที่ชอบปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ "มหากาฬ"
ที่แปลว่าคนที่มีใจดำอำมหิต ด้วยความเข้าใจผิดจึงไม่มีใครกล้าหือกับ
ท่านเลยสักคน

 

1 ปีผ่านไปพระกานต์พบว่าในคุกไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ท่านคิด มันก็คือ
สังคมอีกสังคมหนึ่งซึ่งมีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกันไป คนที่ติดคุกไม่ได้
เป็นคนเลวเสมอไป บางคนก็ติดคุกเพราะเป็นแพะรับบาป บางคนเป็นคน
ดีแต่ที่ต้องติดคุกก็เพราะอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งถ้าพ่อของพระกานต์ถูกจับก็คง
เป็น 1 ในนั้น บางคนไม่มีญาติพี่น้องไม่มีอันจะกินก็หาเรื่องติดคุกจะได้มี
ที่กินที่นอนฟรี อยู่ข้างนอกก็อดตายเปล่าๆ บางคนค้ายาบ้าเพียงเพราะ
ต้องการหาเงินไปรักษาแม่ที่กำลังป่วย ฟังดูเหมือนนิยายน้ำเน่าแต่นี่คือ
ชีวิตจริงของสังคมไทย

 

พระกานต์ถือโอกาสเผยแพร่ธรรมะให้กับบรรดานักโทษที่อยู่ในคุก
เพราะท่านตระหนักดีว่านักโทษทุกคนล้วนมีอดีตที่เลวร้ายและมี
ความทุกข์ที่คอยเกาะกินจิตใจอยู่เรื่อยมา นักโทษก็ต้องการธรรมะเพื่อ
กล่อมเกลาจิตใจที่หยาบกร้านให้ละเอียดอ่อนลงไม่ต่างจากคนทั่วไป
บรรดานักโทษให้ความสนใจธรรมะของพระกานต์เป็นอย่างมาก อาจเป็น
เพราะคนไทยเวลาเป็นทุกข์ต้องการฟังธรรมะจากพระมากกว่าคำปรึกษา
จากจิตแพทย์ และธรรมะพระกานต์ก็สามารถตอบสนองความต้องการ
ของบรรดานักโทษได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้พระกานต์จึงเป็นที่รักของ
บรรดานักโทษและผู้คุมทุกคน

 

5 ปีผ่านไป พระกานต์ได้รับพระราชทานอภัยโทษเนื่องจากตอนอยู่ใน
คุกปฏิบัติตัวดีมาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าคนดีไม่ว่าจะตกอยู่ใน
สถานการณ์ที่เลวร้ายแค่ไหนก็ตามสุดท้ายก็สามารถผ่านพ้นมันไปได้
ด้วยความดี ดังคำกล่าวที่ว่า "คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้" 

 

ถ้าจะมองย้อนกลับไปสังคมของพระภิกษุสงฆ์ก็ใช่ว่าจะมีแต่คนดีๆ คนที่
บวชเพื่อหนีคดีก็มีเยอแยะ บางคนบวชเพราะต้องการหนีหนี้ บางคนบวช
เพราะต้องการหนีความจริง บ้างก็ตั้งเป็นแก็งค์พระปลอมอาศัยผ้าเหลือง
หากิน พระที่เสพเมถุนก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ตามหน้าหนึ่งของ
หนังสือพิมพ์

 

ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนมีทั้งความดีและความเลวปะปนอยู่ในตัวของเราเอง
ไม่มีใครมีสีขาวบริสุทธิ์และไม่มีใครมีสีดำสนิท ทุกคนล้วนเป็นมีสีเทาๆ
เราไม่ควรวัดคุณความดีของคนที่เปลือกนอก อย่ายึดติดกับหน้าตา
การแต่งตัว สถานะ ตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ และสถานที่ที่เขาอยู่
เพราะกำแพงวัดและกำแพงเรือนจำไม่ใช่สิ่งที่สามารถนำมาใช้แบ่งกั้น
ความดีความเลวของคนให้แยกออกจากกันได้
เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์เราสมมุตมันขึ้นมาเองทั้งสิ้น
ดังนิทานที่เล่ามาข้างต้น

 

            "นักโทษบางคนยังดีกว่าพระสงฆ์บางรูป
ขณะเดียวกันพระสงฆ์บางรูปก็ไม่ได้ดีไปกว่านักโทษบางคน"

 

"เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ "

พระธรรมโฆษาจารย์

[ พุทธทาส ภิกฺขุ ]

edit @ 1 Apr 2010 04:32:09 by นิทานผีเสื้อ

 

 

วันพ่อแห่งชาติซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธ.ค. ของทุกปี คนส่วนใหญ่จะถือโอกาสในวันหยุดนี้เพื่อกลับบ้านไปหาพ่อ นี่คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน บรรยากาศคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ผมเองก็ปิดร้านเพื่อกลับไปบ้านเหมือนกันกับทุกคน แตกต่างก็เพียงที่บ้านผมตอนนี้มีแต่แม่เท่านั้นไม่มีพ่ออยู่เหมือนทุกปี เพราะผมเป็น "ลูกกำพร้าพ่อ"

 

พ่อผมเสียไปตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเนื่องจากโรคมะเร็ง การกลับบ้านในวันพ่อปีนี้จึงน่าจะแตกต่างไปจากทุกปี ผมคงไม่มีโอกาสเจอพ่ออีกต่อไป แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ 

 

ปีนี้ผมยังได้เจอพ่อเหมือนเดิม...

 

ผมขับรถ Honda 3 ประตูสีน้ำเงินกลับไปที่บ้านตามปกติเหมือนเคย ระยะทางประมาณ 80 ก.ม.จากขอนแก่น-ชุมแพ ถนนสองข้างทางเปลี่ยนไปเยอะเมื่อก่อนนั้นหน้าบ้านผมซึ่งติดกับถนนมะลิวัลย์ยังเป็นถนน 2 เลนไม่ใช่ 4 เลนเหมือนปัจจุบัน บ้านผมจะสังเกตง่ายๆ คือจะมีกังหันลมอยู่หลังบ้านมองไกลๆ เหมือนประเทศเนเธอแลนด์ กังหันลมมีไว้สูบน้ำจากสระน้ำหลังบ้านขึ้นไปบนแทงค์น้ำด้านบนเพื่อนำน้ำมาใช้แทนน้ำปะปา ไม่อยากบอกเลยว่าบ้านผมเมื่อก่อนน้ำปะปายังเข้าไม่ถึง แต่ปัจจุบันน้ำปะปาเข้าถึงแล้ว กังหันลมก็เลยถูกปล่อยให้ร้างไปตามกาลเวลา สภาพมันทรุดโทรมไม่ต่างไปจากคนที่ประดิษฐ์มันขึ้นมาเลย ใช่ครับพ่อผมที่เสียไปแล้วนั่นเองที่เป็นคนประดิษฐ์มันขึ้นมา 

 

เมื่อผมเดินทางมาถึงบ้าน ผมมองไปยังกังหันลมมันยังทรุดโทรมเหมือนเดิมแต่น่าแปลกที่วันนี้มันหมุน... ผมจอดรถที่หน้าบ้านใต้ต้นมะม่วง หลังจากลงจากรถได้ไม่นานผมเห็นพี่สาววิ่งหน้าตาตื่นมาหาผมแล้วบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า "พ่อกลับมาแล้ว" ผมคิดในใจ "สงสัยพี่สาวเราจะเพี้ยนไปแล้ว พ่อเสียไปแล้วจะกลับมาหาเราได้ยังไง" ผมจึงเดินไปดูเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเอง ผมถึงกับผงะเมื่อภาพที่ผมเห็นตรงหน้าคือพ่อจริงๆ พ่อปรากฏตัวให้พวกเราเห็นในสภาพเหมือนวิญญาณที่ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ท่านกำลังเดินเข้ามาหาพวกเรา ทุกคนต่างรู้สึกกลัวและดีใจในคราวเดียวกัน แต่ความรู้สึกฝั่งความกลัวดูจะมีมากกว่าฝั่งดีใจอยู่โขนัก

 

ผมทำ "ใจดีสู้พ่อ" เข้าไปแตะตัวพ่อด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย ผมยื่นมือจับไปที่แขนของพ่อเบาๆ ผมประหลาดใจมากที่สามารถสัมผัสร่างกายของท่านได้ หรือผมจะดูหนังมากเกินไปจนคิดไปเองว่าวิญญาณกับคนไม่สามารถสัมผัสกันได้ พ่อนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรเลย เดินไปมาภายในบ้านเพื่อสำรวจข้าวของต่างๆ เหมือนคนที่ไม่ได้กลับบ้านมานานแสนนาน

 

พวกเราพยายามสื่อสารกับพ่อให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วพ่อได้เสียไปแล้วนะ พ่อคงคิดว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่กะมังจึงกลับมาที่บ้านในวันพ่อเพื่อรอพบลูกๆ เหมือนทุกปี บ่อยครั้งที่วิญญาณที่เสียชีวิตไปแล้วมักจะยังไม่รู้ตัวเอง ใครที่ได้ดูหนังเรื่อง "4 แพร่ง ตอน คนกลาง" คงพอเข้าใจได้ว่า วิญญาณที่เสียชีวิตโดยไม่รู้ตัวเองเป็นยังไง

 

ผมพยายามตั้งสติเพื่อหาข้อพิสูจน์ให้พ่อได้เห็นว่าจริงๆ แล้วพ่อได้เสียชีวิตไปแล้ว พ่อจะได้หมดห่วงและไปสู่สุขติซะที แต่จะทำยังไงดีนะพ่อจึงจะรู้ตัวเอง ครั้นจะพาพ่อไปดูศพของตัวเองเหมือนในหนังเรื่อง 4 แพร่ง ก็คงเหลือบากกว่าแรงเพราะศพของพ่อถูกนำไปฝังที่สุสานที่กาฬสินธุ์เกือบจะครบปีแล้ว ป่านนี้ร่างกายคงสลายผุผังจนเหลือแต่โครงกระดูก มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องเอาหลักฐานการเสียชีวิตที่ออกโดยหน่วยราชการซึ่งมีความน่าเชื่อถือมาให้ท่านดู นั้นก็คือ "ใบมรณะบัตร" ผมรีบไปค้นหาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพ่อมาให้ท่านดู แต่น่าแปลกใจที่ใบมรณะบัตรที่ผมไปหามานั้น แทนที่จะปรากฏเป็นชื่อของพ่ออย่างที่มันควรจะเป็น แต่มันกลับเป็นชื่อของใครก็ไม่รู้ ผมลองหาหลักฐานอื่นดูแต่ไม่ว่าใบไหนๆ ก็เหมือนกันหมดคือไม่มีชื่อผู้เสียชีวิตเป็นพ่อเลย ผมมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากๆ หรือพ่อจะยังมีชีวิตอยู่จริงๆ

 

"นี่ตกลงพ่อไม่รู้ว่าตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว หรือ เรากันแน่ที่ไม่รู้ว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่... "

 

ขณะที่ผมกำลังงงๆ หาคำตอบกับสิ่งเกิดขึ้นไม่ได้อยู่นั้น ผมลองยื่นใบมรณะบัตรไปให้พ่อดูแม้มันจะไม่ใช่ชื่อพ่อก็ตาม แล้วสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้นผมหลับตาลงแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้หายไปเสียแล้ว สิ่งที่ผมเห็นตอนนี้ก็แค่เพียงหลอดไฟบนเพดานห้องนอน...

จริงๆ แล้วผมไม่ได้เดินทางกลับบ้านในวันพ่อแต่อย่างใด ผมยังคงเปิดร้านขายของตามปกติ เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นแค่เพียงความฝัน แต่ช่างเป็นความฝันที่สมจริงเอามากๆ รู้สึกเหมือนดูหนัง 3 มิติที่ IMAX ยังไงยังงั้น ตอนนี้หัวใจผมยังเต้นแรงอยู่เลย ภาพในความฝันก็ยังคงติดตา  "ความฝันมันฝังใจ ฝันจบแต่อารมณ์ไม่จบ" ผมตื่นขึ้นมานั่งทบทวนความฝัน ตั้งแต่พ่อผมเสียไปนั้นผมไม่เคยฝันถึงพ่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่คืนวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งตรงกับ "วันพ่อ" ผมกลับฝันเห็นพ่อ มันจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือสิ่งลี้ลับผมก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้

ยังไงก็ตามผมรู้สึกดีใจที่รู้ว่าพ่อยังไม่ลืมผมเหมือนที่ผมไม่เคยลืมพ่อ ขอบคุณที่มาเข้าฝันในวันที่ผมต้องการพบพ่อมากที่สุด สำหรับลูกกำพร้าคนหนึ่งการที่มีโอกาสได้เห็นหน้าพ่อในวันพ่ออีกครั้ง มันเป็นอะไรที่วิเศษที่สุดแล้ว

 

"แม้จะเป็นแค่เพียงในฝันก็ตาม"

 

 

ปล. เรื่องนี้เขียนจากเค้าโครงเรื่องจริง มีเพียงรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้นที่แต่งเติมขึ้นมาภายหลังเพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน

 

edit @ 10 Mar 2010 05:47:39 by นิทานผีเสื้อ

Final Destiny 2 : บันทึกของนางฟ้า

posted on 20 Nov 2009 22:33 by butterflyclub

ความเดิมตอนที่แล้ว

"ชายคนหนึ่งที่เชื่อในกฎของการดึงดูด คนที่มีอะไรคล้ายๆ กัน มักจะดึงดูดเข้าหากันเสมอ แต่กฎนี้กลับใช้ไม่ได้กับความรัก เพราะโชคชะตาได้นำพาให้คน 2 คนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยมาพบกันในวันฝนพร่ำ... "


Final Destiny 2 : บันทึกของนางฟ้า


"ช่วงเวลาของความสุขช่างแสนสั้น แต่ช่วงเวลาของความทุกข์ช่างยาวนาน"

ปี 2602 หญิงชราสวมแว่นนั่งยิ้มอยู่ที่เก้าอี้โยกไม้ ในมือถือสมุดบันทึกเล่มเก่าๆ เล่มหนึ่ง ข้างกายมีร่มคันสีชมพูซึ่งสภาพไม่ต่างกับสมุดบันทึกเล่มนั่นเลย...
ทุกครั้งที่ฉันอ่านบันทึกของเมฆ เหมือนฉันได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้วจริงๆ เหตุการณ์ต่างๆ มันยังแจ่มชัดเหมือนพึ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน
อีกไม่กี่วันก็ถึงวันเกิดครบรอบ 80 ปีของฉันแล้ว ใครๆ ก็บอกว่าฉันโชคดีที่อายุยืนได้ขนาดนี้ แต่ฉันว่าโชคร้ายมากกว่า ฉันน่าจะตายไปตั้งนานแล้ว...
.
.
.
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2528 สมัยที่ฉันยังใช้คำนำหน้าว่า ด.ญ.ฟ้า ตอนนั้นฉันมีฝันเหมือนกับทุกๆ คน บอกไปแล้วอย่าขำฉันนะ ฉันฝันอยากเป็นนางสาวไทย ฉันรักเด็ก ฉันชอบเสียงเพลง ฉันอยากเรียนนิเทศน์ จบแล้วทำงานในวงการบันเทิง แต่พ่อกับแม่ฉันท่านไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่นักหรอก เพราะท่านทั้งสองอยากให้ฉันเรียนหมอมากกว่า
พ่อของฉันมีอาชีพเป็นหมอ ส่วนแม่ของฉันมีอาชีพเป็นผู้พิพากษา (ประจำบ้าน) เมื่อก่อนแม่ใฝ่ฝันที่จะเป็นหมอเหมือนกันกับพ่อ แต่ไม่สามารถเรียนได้เพราะมีปัญหาทางด้านการเงิน ท่านจึงคาดหวังให้ฉันเรียนหมอเพื่อที่จะได้ทำตามความฝันของท่านให้สำเร็จ ฉันได้แต่เออออห่อหมกไปตามเรื่อง คิดตามประสาเด็กว่าอีกหน่อยท่านก็ลืมๆ ไปเอง
.
.
.
10 ปีผ่านไป ฉันเรียนจบ ม.6 พอดี ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ฉันจำเป็นต้องเลือกทางเดินให้กับชีวิตซะที เช้าวันนั้นฉันทะเลาะกับแม่เพราะความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับคณะที่ฉันเลือกเรียน ไม่น่าเชื่อว่าความจำของแม่ยังคงดีอยู่

แม่ : "ตื่นได้แล้วลูก เมื่อไหร่ฟ้าจะเลิกนอนตื่นสายซะทีนะ"

ฟ้า : "หนูตื่นตั้งนานแล้วแม่ แค่นอนเล่นเฉยๆ"

แม่ : "ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาได้แล้ว แม่มีเรื่องจะคุยด้วย"

ฟ้า : "ค่ะแม่"

ฉันลุกจากเตียงรีบไปอาบน้ำแต่งตัวลงไปทานอาหารเช้ากับแม่ ชั้นล่าง แม่นั่งรออยู่พร้อมอาหารที่เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

แม่ : "ตกลงฟ้าจะเลือกเรียนแพทย์ที่ไหนดี" แม่ยิงคำถามปลายปิดใส่ฉันทันที โดยไม่ถามซักคำว่าฉันอยากเรียนหรือไม่

ฟ้า : "หนูว่าอาชีพหมอไม่เหมาะกับหนูหรอกค่ะแม่"

แม่ : "ทำไมล่ะ"

ฟ้า : "หนูไม่อยากเห็นคนป่วย เห็นแล้วมันหดหู่ใจยังไงไม่รู้ค่ะ"

แม่ : "แล้วฟ้าอยากเรียนอะไรล่ะ"

ฟ้า : "หนูอยากเรียนนิเทศน์มากกว่า สนุกดี ไม่เครียดด้วย"

แม่ : "ใครๆ เขาก็อยากเรียนหมอกันทั้งนั้น ทำไมฟ้าถึงไม่อยากเรียนล่ะ"

ฟ้า : "ก็ดูพ่อสิ ทำงานทั้งวันไม่ค่อยมีเวลาให้หนูเลย เงินสำคัญกับพ่อมากขนาดนั้นเลยเหรอ"

แม่ : "ฟ้าคือดวงใจของพ่อแม่ ที่พ่อทำงานหนักทุกวันนี้ก็เพื่อฟ้านะ"

ฟ้า : "พ่อเคยถามหนูซักคำมั๊ยว่าหนูอยากได้อะไร ระหว่างเงินที่พ่อให้กับเวลาที่พ่อไม่เคยมีให้หนูเลย"

แม่ : "ฟ้าหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ"

ฟ้า : "เรื่องเรียนก็เหมือนกัน แม่เลิกเป็นผู้พิพากษาประจำบ้านได้แล้ว หนูขอเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวเองได้มั๊ยคะ"

แม่ : "ฟ้าต้องเรียนหมอเท่านั้น นี่คือคำสั่ง"

ฟ้า : "แม่อยากเรียนก็ไปเรียนเองสิ หนูไม่อยากเรียนนี่"

แม่ : "กล้าดียังไง ถึงได้ขึ้นเสียงกับแม่แบบนี้" แม่เงื้อมือกำลังจะตบฉัน

ยาย : "ช้าก่อน!"

ฟ้า : "ยาย"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)  

 

ปล. อ่าน Final Destiny 1 : อะไรทำให้เราพบกัน... ย้อนหลังได้ที่นี่ครับ

http://butterflyclub.exteen.com/20090402/final-destiny

edit @ 9 Dec 2009 19:43:47 by นิทานผีเสื้อ

edit @ 9 Dec 2009 19:45:54 by นิทานผีเสื้อ

images by uppicweb.com
Thanks: เว็บฝากไฟล์ฟรี ประกันภัยรถยนต์ คอนโด

 

พระจันทร์ที่ยังไม่เต็มดวงเหมือนวงกลมที่ยังตามหาชิ้นส่วนที่มาเติมเต็มไม่เจอ


วันเพ็ญเดือน 12 หนุ่มสาวเกี่ยวก้อยกันมาลอยกระทงในคืนพระจันทร์เต็มดวง


วงกลมมากมายถูกเติมเต็ม แต่ฉันเป็นได้แค่วงกลมเก่าๆ ที่ไม่เคยถูกเติมเต็มเลยซักครั้ง...

edit @ 2 Nov 2009 03:10:36 by นิทานผีเสื้อ

edit @ 2 Nov 2009 03:12:18 by นิทานผีเสื้อ