ความสุขของลูกกำพร้า...ในวันพ่อ
posted on 06 Dec 2009 21:41 by butterflyclub
วันพ่อแห่งชาติซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธ.ค. ของทุกปี คนส่วนใหญ่จะถือโอกาสในวันหยุดนี้เพื่อกลับบ้านไปหาพ่อ นี่คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน บรรยากาศคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ผมเองก็ปิดร้านเพื่อกลับไปบ้านเหมือนกันกับทุกคน แตกต่างก็เพียงที่บ้านผมตอนนี้มีแต่แม่เท่านั้นไม่มีพ่ออยู่เหมือนทุกปี เพราะผมเป็น "ลูกกำพร้าพ่อ"
พ่อผมเสียไปตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเนื่องจากโรคมะเร็ง การกลับบ้านในวันพ่อปีนี้จึงน่าจะแตกต่างไปจากทุกปี ผมคงไม่มีโอกาสเจอพ่ออีกต่อไป แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
ปีนี้ผมยังได้เจอพ่อเหมือนเดิม...
ผมขับรถ Honda 3 ประตูสีน้ำเงินกลับไปที่บ้านตามปกติเหมือนเคย ระยะทางประมาณ 80 ก.ม.จากขอนแก่น-ชุมแพ ถนนสองข้างทางเปลี่ยนไปเยอะเมื่อก่อนนั้นหน้าบ้านผมซึ่งติดกับถนนมะลิวัลย์ยังเป็นถนน 2 เลนไม่ใช่ 4 เลนเหมือนปัจจุบัน บ้านผมจะสังเกตง่ายๆ คือจะมีกังหันลมอยู่หลังบ้านมองไกลๆ เหมือนประเทศเนเธอแลนด์ กังหันลมมีไว้สูบน้ำจากสระน้ำหลังบ้านขึ้นไปบนแทงค์น้ำด้านบนเพื่อนำน้ำมาใช้แทนน้ำปะปา ไม่อยากบอกเลยว่าบ้านผมเมื่อก่อนน้ำปะปายังเข้าไม่ถึง แต่ปัจจุบันน้ำปะปาเข้าถึงแล้ว กังหันลมก็เลยถูกปล่อยให้ร้างไปตามกาลเวลา สภาพมันทรุดโทรมไม่ต่างไปจากคนที่ประดิษฐ์มันขึ้นมาเลย ใช่ครับพ่อผมที่เสียไปแล้วนั่นเองที่เป็นคนประดิษฐ์มันขึ้นมา
เมื่อผมเดินทางมาถึงบ้าน ผมมองไปยังกังหันลมมันยังทรุดโทรมเหมือนเดิมแต่น่าแปลกที่วันนี้มันหมุน... ผมจอดรถที่หน้าบ้านใต้ต้นมะม่วง หลังจากลงจากรถได้ไม่นานผมเห็นพี่สาววิ่งหน้าตาตื่นมาหาผมแล้วบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า "พ่อกลับมาแล้ว" ผมคิดในใจ "สงสัยพี่สาวเราจะเพี้ยนไปแล้ว พ่อเสียไปแล้วจะกลับมาหาเราได้ยังไง" ผมจึงเดินไปดูเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเอง ผมถึงกับผงะเมื่อภาพที่ผมเห็นตรงหน้าคือพ่อจริงๆ พ่อปรากฏตัวให้พวกเราเห็นในสภาพเหมือนวิญญาณที่ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ท่านกำลังเดินเข้ามาหาพวกเรา ทุกคนต่างรู้สึกกลัวและดีใจในคราวเดียวกัน แต่ความรู้สึกฝั่งความกลัวดูจะมีมากกว่าฝั่งดีใจอยู่โขนัก
ผมทำ "ใจดีสู้พ่อ" เข้าไปแตะตัวพ่อด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย ผมยื่นมือจับไปที่แขนของพ่อเบาๆ ผมประหลาดใจมากที่สามารถสัมผัสร่างกายของท่านได้ หรือผมจะดูหนังมากเกินไปจนคิดไปเองว่าวิญญาณกับคนไม่สามารถสัมผัสกันได้ พ่อนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรเลย เดินไปมาภายในบ้านเพื่อสำรวจข้าวของต่างๆ เหมือนคนที่ไม่ได้กลับบ้านมานานแสนนาน
พวกเราพยายามสื่อสารกับพ่อให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วพ่อได้เสียไปแล้วนะ พ่อคงคิดว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่กะมังจึงกลับมาที่บ้านในวันพ่อเพื่อรอพบลูกๆ เหมือนทุกปี บ่อยครั้งที่วิญญาณที่เสียชีวิตไปแล้วมักจะยังไม่รู้ตัวเอง ใครที่ได้ดูหนังเรื่อง "4 แพร่ง ตอน คนกลาง" คงพอเข้าใจได้ว่า วิญญาณที่เสียชีวิตโดยไม่รู้ตัวเองเป็นยังไง
ผมพยายามตั้งสติเพื่อหาข้อพิสูจน์ให้พ่อได้เห็นว่าจริงๆ แล้วพ่อได้เสียชีวิตไปแล้ว พ่อจะได้หมดห่วงและไปสู่สุขติซะที แต่จะทำยังไงดีนะพ่อจึงจะรู้ตัวเอง ครั้นจะพาพ่อไปดูศพของตัวเองเหมือนในหนังเรื่อง 4 แพร่ง ก็คงเหลือบากกว่าแรงเพราะศพของพ่อถูกนำไปฝังที่สุสานที่กาฬสินธุ์เกือบจะครบปีแล้ว ป่านนี้ร่างกายคงสลายผุผังจนเหลือแต่โครงกระดูก มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องเอาหลักฐานการเสียชีวิตที่ออกโดยหน่วยราชการซึ่งมีความน่าเชื่อถือมาให้ท่านดู นั้นก็คือ "ใบมรณะบัตร" ผมรีบไปค้นหาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพ่อมาให้ท่านดู แต่น่าแปลกใจที่ใบมรณะบัตรที่ผมไปหามานั้น แทนที่จะปรากฏเป็นชื่อของพ่ออย่างที่มันควรจะเป็น แต่มันกลับเป็นชื่อของใครก็ไม่รู้ ผมลองหาหลักฐานอื่นดูแต่ไม่ว่าใบไหนๆ ก็เหมือนกันหมดคือไม่มีชื่อผู้เสียชีวิตเป็นพ่อเลย ผมมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากๆ หรือพ่อจะยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
"นี่ตกลงพ่อไม่รู้ว่าตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว หรือ เรากันแน่ที่ไม่รู้ว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่... "
ขณะที่ผมกำลังงงๆ หาคำตอบกับสิ่งเกิดขึ้นไม่ได้อยู่นั้น ผมลองยื่นใบมรณะบัตรไปให้พ่อดูแม้มันจะไม่ใช่ชื่อพ่อก็ตาม แล้วสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้นผมหลับตาลงแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้หายไปเสียแล้ว สิ่งที่ผมเห็นตอนนี้ก็แค่เพียงหลอดไฟบนเพดานห้องนอน...
จริงๆ แล้วผมไม่ได้เดินทางกลับบ้านในวันพ่อแต่อย่างใด ผมยังคงเปิดร้านขายของตามปกติ เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นแค่เพียงความฝัน แต่ช่างเป็นความฝันที่สมจริงเอามากๆ รู้สึกเหมือนดูหนัง 3 มิติที่ IMAX ยังไงยังงั้น ตอนนี้หัวใจผมยังเต้นแรงอยู่เลย ภาพในความฝันก็ยังคงติดตา "ความฝันมันฝังใจ ฝันจบแต่อารมณ์ไม่จบ" ผมตื่นขึ้นมานั่งทบทวนความฝัน ตั้งแต่พ่อผมเสียไปนั้นผมไม่เคยฝันถึงพ่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่คืนวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งตรงกับ "วันพ่อ" ผมกลับฝันเห็นพ่อ มันจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือสิ่งลี้ลับผมก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้
ยังไงก็ตามผมรู้สึกดีใจที่รู้ว่าพ่อยังไม่ลืมผมเหมือนที่ผมไม่เคยลืมพ่อ ขอบคุณที่มาเข้าฝันในวันที่ผมต้องการพบพ่อมากที่สุด สำหรับลูกกำพร้าคนหนึ่งการที่มีโอกาสได้เห็นหน้าพ่อในวันพ่ออีกครั้ง มันเป็นอะไรที่วิเศษที่สุดแล้ว
"แม้จะเป็นแค่เพียงในฝันก็ตาม"
ปล. เรื่องนี้เขียนจากเค้าโครงเรื่องจริง มีเพียงรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้นที่แต่งเติมขึ้นมาภายหลังเพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน
edit @ 8 Dec 2009 03:13:24 by นิทานผีเสื้อ
edit @ 8 Dec 2009 03:23:00 by นิทานผีเสื้อ
